โปรแกรมรักษาและป้องกันการเกิดโรคหัวใจขาดเลือด ( Ischaemic Heart Disease Program ) 

โปรแกรมรักษาและป้องกันการเกิดโรคหัวใจขาดเลือด ( Ischaemic Heart Disease ) 


                การเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตโดยการลดปัจจัยเสี่ยง ซึ่งการลดปัจจัยเสี่ยงเป็นแนวทางที่สำคัญอย่างยิ่งในการรักษาโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดจากเส้นเลือดหัวใจตีบ ทั้งยังช่วยป้องกันไม่ให้มีการตีบของเส้นเลือดหัวใจและยังช่วยลดอัตราการเสียชีวิตจากโรคหัวใจลงด้วย


              การลดปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญคือ
     1. งดสูบบุหรี่อย่างเคร่งครัด
     2. ลดและควบคุมน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน
     3. ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
     4. นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ
     5. หาวิธีจัดการกับความเครียด เช่น ทำงานอดิเรกที่ชอบ นั่งสมาธิ ฝึกกำหนดลมหายใจ
     6. ควบคุมระดับน้ำตาลและไขมันในเลือด ความดันโลหิตให้อยู่เกณฑ์ปกติ เพื่อป้องกันการเกิดโรคเบาหวาน ไขมันในเลือดสูง และความดันโลหิตสูง
     7. หลีกเลี่ยงการรับสารพิษโลหะหนักโดยไม่จำเป็น
     8. ควบคุมการรับประทานอาหาร โดยเลือกรับประทานอาหารที่มีพลังงานเหมาะสมและมีสารอาหารครบทุกหมู่
     9. ควรมีการตรวจเลือดเพื่อประเมินความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดตีบตัน ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งของโรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง อัมพฤกษ์และอัมพาต ตรวจได้จาก
          9.1 การตรวจวัดระดับไขมันในเลือด ไขมันที่เกาะอยู่ตามผนังหลอดเลือด (ด้านใน) นั้นเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดการแข็งตัวของผนังหลอดเลือดซึ่งจะนำไปสู่การมีหลอดเลือดตีบ ถ้าหลอดเลือดที่เลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจตีบจนถึงระดับที่ทำให้เลือดที่ไหลผ่านอยู่ภายในหลอดเลือดผ่านไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจได้ไม่เพียงพอต่อความต้องการของหัวใจ ก็จะทำให้เกิดโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด การตรวจวัดระดับไขมันในเลือด
                - Total Cholesterol ถ้ามีระดับสูง ทำให้หลอดเลือดแข็งและตีบตันได้
                - LDL - Cholesterol ถ้ามีระดับสูง ทำให้หลอดเลือดแข็งและตีบตันได้
                - Triglyceride ถ้ามีระดับสูง ทำให้หลอดเลือดแข็งและตีบตันได้
                - HDL - Cholesterol ช่วยลำเลียงไขมันที่เกาะอยู่ตามผนังหลอดเลือดออกไป ถ้ามีระดับสูงจะช่วย ป้องกันหลอดเลือดตีบตันได้

         9.2 การตรวจวัดระดับ CRP (high sen.) และ ESR ที่บ่งบอกถึงการอักเสบตามส่วนต่างๆของร่างกาย และผนังหลอดเลือด ไขมันที่เกาะที่ผนังหลอดเลือดนั้นจะทำให้มีการอักเสบของผนังหลอดเลือดด้วย ดังนั้นค่า CRP และ ESR ที่สูง จะเป็นการทำนายความเสี่ยงในการอักเสบของผนังหลอดเลือด

        9.3 การตรวจวัดระดับ Homocysteine ถ้ามีระดับ Homocysteine ในเลือดสูง จะทำลายเยื่อบุภายในของหลอดเลือด มีผลให้เกิดคราบไขมันอุดตันในหลอดเลือด ซึ่งจะเพิ่มอัตราเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดตีบตัน

        9.4 การตรวจวัดระดับ Ferritin หากมีระดับ Ferritin ในเลือดสูง แสดงว่าร่างกายมีธาตุเหล็กสูง ซึ่งจะทำให้เกิดปฎิกิริยาออกซิเดชั่นได้เพิ่มขึ้นและเพิ่มอัตราเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดตีบตัน แต่ถ้ามีระดับ Ferritin ในเลือดต่ำ แสดงว่าร่างกายมีธาตุเหล็กต่ำและอาจมีอัตราเสี่ยงต่อการเกิดโรคโลหิตจางได้

       9.5 การตรวจวัดระดับ Fibrinogen หากมีระดับ Fibrinogen สูง จะทำให้เกล็ดเลือดเกาะตัวกัน และเพิ่มอัตราเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดตีบตัน

       9.6 การตรวจวัดระดับ Apolioprotein A1 (Apo A1) ซึ่ง Apo A1 จะช่วยลำเลียงไขมันที่เกาะอยู่ตามผนังหลอดเลือดออกไป ถ้ามีระดับสูงจะช่วยป้องกันหลอดเลือดตีบตัน
 

 

 

IV Chelation
   


                
การล้างพิษด้วยการทำคีเลชั่น โดยการใช้ EDTA ผสมกับวิตามินและเกลือแร่ต่างๆที่มีฤทธิ์เป็นสารต้านอนุมูลอิสระทางเส้นเลือดดำ เพื่อเข้าไปกำจัดสารโลหะหนักที่เป็นพิษ เช่น ตะกั่ว ปรอท ช่วยลดปริมาณการเกิดสารอนุมูลอิสระ ช่วยรักษาอาการอักเสบของผนังหลอดเลือด ช่วยเพิ่มการไหลเวียนเลือด และยังใช้เสริมการรักษาโรคต่างๆ เช่น สารพิษอื่นๆตกค้าง หลอดเลือดอักเสบ หลอดเลือดตีบตัน โรคภูมิแพ้ โรคปวดข้อ ฯลฯ จึงช่วยให้คุณมีสุขภาพที่สมบูรณ์และแข็งแรง นิยมใช้ในการรักษาโรคหลอดเลือดแดงตีบแข็ง (Atherosclerosis) และโรคที่มีความเสื่อมของระบบการไหลเวียนเลือดในร่างกาย รวมทั้งสามารถละลายไขมันที่เกาะตามผนังหลอดเลือดได้ โดย Disodium EDTA จะช่วยดึงแคลเซียมออกมาจากไขมันที่เกาะตามผนังหลอดเลือด ส่งผลให้หลอดเลือดมีความยืดหยุ่นเพิ่มขึ้น เนื่องจากมีการศึกษาพบว่าการเพิ่มขึ้นของแคลเซียมภายในเซลล์จะทำให้หน้าที่ของเซลล์เยื่อบุผิวของผนังหลอดเลือด (Endothelial cells) เสียไป เกิดการรวมตัวของเกล็ดเลือด กระตุ้นเซลล์ที่ทำหน้าที่เก็บกินสิ่งแปลกปลอม (macrophage)ให้ออกมามากขึ้น ทำให้ผนังหลอดเลือดแดงแข็งสูญเสียความยืดหยุ่น จนเป็นสาเหตุของโรคหลอดเลือดแดงตีบแข็ง (Atherosclerotic Vascular Disease) ซึ่ง Disodium EDTA นั้นมีความสามารถในการดึงแคลเซียมออกจากเซลล์ทำให้เกิดความสมดุลของแคลเซียมภายในเซลล์ ป้องกันการเกิดโรคหลอดเลือดแดงตีบแข็ง (Atherosclerosis) รวมทั้งงานวิจัยมากมายค้นพบว่าการใช้ EDTA ร่วมกับวิตามินและเกลือแร่นั้น มีส่วนช่วยในการเพิ่มระดับ HDL-Cholesterol ซึ่งเป็นไขมันดีในร่างกาย โดยไขมันชนิดนี้จะไม่จับกับผนังหลอดเลือดและป้องกันการเกิดโรคหัวใจได้สารพิษที่ตกค้างในร่างกายนั้นเป็นสาเหตุของการเกิดสารอนุมูลอิสระต่างๆ โดยสารอนุมูลอิสระเหล่านี้มีส่วนทำให้ผนังหลอดเลือดอักเสบ เป็นต้นเหตุของการเกิดโรคของความเสื่อม เช่น โรคเบาหวาน โรคหัวใจ ปัญหาแก่ก่อนวัย รวมทั้งโรคมะเร็ง

              ดังนั้น CHELATION THERAPY จึงมีส่วนในการป้องกันการอักเสบของผนังหลอดเลือด ป้องกันโรคความเสื่อมต่างๆ เนื่องจาก EDTA ช่วยในการกำจัดสารพิษออกจากร่างกายนั่นเอง

        การฉีด EDTA เข้าทางหลอดเลือดดำจะเพิ่มการขับโลหะหนักออกทางปัสสาวะ และจากการที่ EDTA นั้นสามารถจับกับโลหะหนักและขับออกทางปัสสาวะได้อย่างรวดเร็ว จึงมีส่วนช่วยตับและไตในการกำจัดสารพิษออกจากร่างกาย ทำให้ตับและไตไม่ต้องทำงานหนักเกินไป EDTA มีความปลอดภัยสูง เนื่องจากร่างกายสามารถกำจัดได้ในเวลา 48 ชั่วโมง ดังนั้นจึงไม่มีผลข้างเคียงร้ายแรง นอกจากอาจเกิดอาการปวดศีรษะ ระคายเคืองผิวหนัง ท้องเสีย เหนื่อยง่าย ปวดตามข้อ