เริมที่ริมฝีปาก เป็นแล้วกลับมาเป็นซ้ำอีก รักษาอย่างไร

เริมที่ริมฝีปาก เป็นแล้วกลับมาเป็นซ้ำอีก รักษาอย่างไร

                "เริม" ที่ริมฝีปาก หากใครเคยเป็น ก็คงจะทราบกันดีว่าเป็นโรคที่ไม่หายขาด พอเป็นแล้วก็มักจะเป็นซ้ำได้บ่อย ๆ โดยโรคเริมเกิดจากการติดเชื้อไวรัสที่มีชื่อว่า "Herpes Simplex Virus" ซึ่งเชื้อเริมที่ริมฝีปากนั้นจะเป็นไวรัสคนละสายพันธุ์กับเชื้อเริมที่อวัยวะเพศ การติดต่อของเชื้อเริม โดยส่วนใหญ่มักพบว่า ติดต่อได้จากการสัมผัส ไม่ว่าจะเป็น ผ่านการสัมผัสทางผิวหนังโดยตรง หรือการสัมผัสทางอ้อม เช่น การใช้หลอดดูดน้ำ แก้วน้ำ ช้อน หรือแม้แต่การรับประทานอาหารร่วมกัน โดยไม่ใช้ช้อนกลาง ก็อาจจะเป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดการติดเชื้อเริมที่ริมฝีปากได้

                 ลักษณะของ "โรคเริมที่ริมฝีปาก" ในระยะแรก ก็มักจะพบว่ามีอาการบวม แดง เจ็บ หลังจากนั้นจะมีตุ่มขึ้นโดยมีลักษณะเป็นตุ่มใสเล็ก ๆ เกาะกันเป็นกลุ่ม หลังจากการเป็นเริมครั้งแรก แม้ว่าแผลที่ริมฝีปากจะหายไป แต่เชื้อของเริมก็ยังคงอยู่ในร่างกาย และมักซ่อนตัวอยู่ตามเส้นประสาท หรือปมประสาทในร่างกาย เมื่อเวลาที่ร่างกายอ่อนแอ หรือว่ามีภูมิต้านทานลดลง เชื้อเริมเหล่านี้ ก็จะแบ่งก่อตัวเพิ่มขึ้น และก่อให้เกิดอาการขึ้นใหม่ซ้ำได้ การป้องกันการเป็นซ้ำในคนที่เพิ่งเป็นเริมที่ริมฝีปากครั้งแรก พบว่าการใช้ยารับประทานในรูปแบบของ "ยาฆ่าเชื้อไวรัส" สามารถช่วยลดโอกาสการเป็นซ้ำได้ค่อนข้างดี แต่สำหรับในผู้ที่เคยเป็นเริมมาแล้วหลายครั้ง การใช้ยารับประทานเพื่อป้องกันการเป็นซ้ำ อาจจะไม่ได้ผลเท่าที่ควร สิ่งที่สามารถทำได้เพื่อลดโอกาสการเป็นซ้ำของกรณีนี้ คือการดูแลสุขภาพร่างกายให้แข็งแรง นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ การออกกำลังกาย

                การดูแลในเรื่องของอารมณ์ ความเครียด การได้รับสารอาหาร โดยเฉพาะกลุ่มของวิตามินให้เพียงพอ ก็พบว่าช่วยลดโอกาสการเป็นซ้ำของเริมได้ค่อนข้างดี โดยวิตามินที่มีบทบาทในการช่วยเรื่องของภูมิต้านทานร่างกายให้แข็งแรง และลดโอกาสการเป็นซ้ำของเริม ก็คือ วิตามินซี และวิตามินดี

                 คุณหมอแนะนำว่า ในคนที่เป็นเริมซ้ำบ่อย ๆ ควรที่จะรับประทานวิตามินซี วันละ 1,000 mg เป็นประจำทุกวัน ก็ช่วยในเรื่องของการกระตุ้นภูมิต้านทานในร่างกายให้แข็งแรง ซึ่งนอกจากจะป้องกันการเป็นซ้ำของเริมแล้ว ยังช่วยป้องกันการเป็นหวัดอีกด้วย ในส่วนของวิตามินดี วิธีที่ดีที่สุด คือการที่ร่างกายได้รับแสงแดดอ่อน ๆ ทุกวัน ซึ่งจะช่วยให้ร่างกายสังเคราะห์วิตามินดีที่ผิวหนังได้ แต่บางรายที่มีภาวะติดเชื้อง่าย หรือเป็นเริมบ่อย ก็ควรที่จะไปเจาะเลือดเพื่อตรวจเช็กวิตามิน เพราะในบางรายที่มีค่าวิตามินดีต่ำมาก ๆ ก็อาจจำเป็นที่จะต้องให้เสริมในรูปแบบอาหารเสริมร่วมด้วย

 

ข้อมูลโดย : พญ.นฤมล ทองศรีเนียม
เรียบเรียงโดย : Medisci   

เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว  และ  นโยบายคุกกี้