แก้ปัญหาขอบตาดำให้อยู่หมัด

                 ปัญหาเกี่ยวกับรอบดวงตา นอกจากจะมีริ้วรอย ถุงใต้ตา รอยคล้ำใต้ตาก็จะเป็นปัญหารอบดวงตาที่พบได้บ่อยในหลายคน สาเหตุจากรอยคล้ำใต้ตา เช่น
     - ปัจจัยทางด้านพันธุกรรม
     - ปัจจัยทางด้านเชื้อชาติ พบว่าพบในคนผิวดำ และเอเซีย
     - ความเครียด
     - การพักผ่อนที่ไม่เพียงพอ
     - โรคบางชนิด เช่น โรคไทรอยด์เป็นพิษ ก็เป็นสาเหตุรอยคล้ำใต้ตาได้
     - ช่วงมีประจำเดือน
     - ช่วงตั้งครรภ์ ภาวะฮอร์โมนช่วงตั้งครรภ์ช่วงไตรมาส 3
     - ภูมิแพ้ คนที่เป็นภูมิแพ้รอยคล้ำใต้ตามักจะเยอะขึ้นอยู่แล้ว มักจะมีพฤติกรรมหลายอย่างที่จะทำให้รอยคล้ำใต้ตา เช่น อาการคันตา ทำให้ขยี้ตาบ่อยๆ ทำให้รอยคล้ำมากขึ้นได้
     - การใช้สายตามากเกินไป เช่น การจ้องipad (ไอแพด), มือถือ, คอมพิวเตอร์ หรือแม้แต่อ่านหนังสือนานๆ ทำให้เพิ่มรอยคล้ำใต้ตาได้เหมือนกัน
   

               เนื่องจากทำให้เกิดภาวะคลั่งหลอดเลือดดำใต้ตา จะทำให้เห็นรอยคล้ำใต้ตาได้ชัด วิธีแก้ไขเบื้องต้นใช้ผลิตภัณฑ์กลุ่ม Whitening (ไวท์เทนนิ่ง) ซึ่งจำเป็นที่ต้องใช้สำหรับใต้ตาเท่านั้น ไม่สามารถนำผลิตภัณฑ์ที่ระคายเคือง หรือใช้บริเวณอื่นมาใช้ใต้ตา
              นอกจากนี้ถ้าอาการเป็นมากหรือกังวล แนะนำให้พบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพราะว่าคุณหมออาจจะพิจารณาทำLaser (เลเซอร์) เพื่อที่จะลดรอยคล้ำใต้ตา

               เลเซอร์ที่ลดเม็ดสี สามารถนำไปใช้ลดอาการรอยคล้ำใต้ตา
     - IPL (Intense Pulsed Light)
     - Q-Switch ND YAG
     - Pico Laser

                ทั้งนี้คุณหมอจะพิจารณาเลือกเลเซอร์ที่เหมาะสมกับความรุนแรงของแต่ละคนให้ อย่างไรก็ตาม การรักษารอยคล้ำใต้ตาให้ได้ผลดี โดยมากไม่ได้ใช้วิธีเดียว มักจำเป็นต้องใช้ร่วมกันหลายวิธี รวมไปจนถึงต้องรักษาให้เหมาะกับสาเหตุที่ทำให้เป็น ยกตัวอย่างเช่น คนที่มีรอยคล้ำใต้ตาจากอาการภูมิแพ้ หลังจากเลเซอร์ดีขึ้นแล้ว จะต้องรักษาอาการภูมิแพ้ให้ดีขึ้นด้วย ไม่งั้นดีขึ้นไม่นานจะต้องเป็นซ้ำใหม่

                 สำหรับวิธีการดูแลเบื้องต้น
     - วิธีประคบเย็น การใช้ช้อนเล็กๆ แช่ในช่องแช่แข็ง ออกมาประคบใต้ตา วิธีนี้จะทำให้หลอดเลือดดำที่ขยายบริเวณใต้ตาดีขึ้นได้
     - การนอนศีรษะสูง
     - การพักผ่อนที่เพียงพอ ก็เป็นวิธีง่ายที่สุดที่จะช่วยลดอาการรอยคล้ำใต้ดวงตาได้

 

 

ข้อมูลโดย : พญ.ณิชา ตั้งภาพงษ์

เรียบเรียงโดย : Medisci