ลิ้นจี่
(Litchi)
 
     ชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Litchi Chinensis Sonn. วงศ์ Sapindaceae
ต้นกำเนิดของลิ้นจี่ คือ ประเทศจีน มีประมาณ 30-40 พันธุ์ ในลิ้นจี่นั้น
อุดมไปด้วยสารอาหาร วิตามิน และแร่ธาตุมากมาย เช่น วิตามิน บี 1
ในลิ้นจี่ช่วยป้องกันโรคเหน็บชา วิตามินบี 2 ช่วยให้ ร่างกายเจริญเติบโต
ป้องกันไขมันอุดตันในหลอดเลือด แคลเซียมเสริมสร้างกระดูกให้แข็งแรง
อีกทั้งยังมีไนอะซีน (niacin)ช่วยเปลี่ยนน้ำตาลและไขมันให้เป็นพลังงาน
ช่วยระบบย่อยอาหารได้อีกด้วย

ลิ้นจี่ 100 กรัม 1ขีด ให้พลังงาน 276 kJ (66 kcal). คาร์โบไฮเดรต 16.5 g.
ใยอาหาร 1.3 g. ไขมัน 0.4 gโปรตีน 0.8 g. วิตามินซี (87%) 72 mg.
ลิ้นจี่ 6 ผลให้พลังงาน 125 แคลอรี่. ให้ทานวันละ 3 ผลก็ได้วิตามินครบถ้วน
มีวิตามินชี ต่อต้านอมูลอิสสระ บำรุงเลือด กระดูก ฟัน.
สรรพคุณทางยาของส่วนต่างๆ
 
**เนื้อในผล กินเป็นยาบำรุง แก้อาการไอเรื้อรัง (chronic cough )
แก้กระหายน้ำ แก้อาการคัดจมูก (nasal congestion). รักษาอาการท้องเดิน
ลดกรดในกระ-เพาะอาหาร และบรรเทาอาการไม่ปกติของระบบทางเดินอาหาร
นอกจากนี้ประเทศจีนใช้**ชาเปลือกลิ้นจี่บรรเทาอาการหวัด(common colds)
แก้การติดเชื้อในลำคอ อาการท้องเสียอย่างอ่อน และโรคจากการติดเชื้อไวรัส
แก้บิด แก้ผดผื่น
 
**เมล็ดมีฤทธิ์แก้ปวดบวมโดยใช้บดเป็นผงชงน้ำดื่มหรือใช้พอกบริเวณมีอาการ
 
**รากลิ้นจี่หรือเปลือกต้นใช้แก้อาการติดเชื้อไวรัส อีสุกอีใส และเพิ่ม
ความสามารถระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย ลิ้นจี่มีปริมาณเส้นใยอาหารสูง
มีปริมาณพลังงาน ต่ำ และเชื่อกันว่ามีคุณสมบัติช่วยเผาผลาญสารอาหาร
ในร่างกายอย่างมีประสิทธิภาพ
สรรพคุณกับการต้รนโรคมะเร็ง. มีงานวิจัยในประเทศจีนพูดถึงการสกัด
สารฟลาโวนอยด์ที่มีมากมายในเปลือกและเนื้อลิ้นจี่ ว่าสามารถช่วยยับยั้ง
การเจริญของเซลล์มะเร็งเต้านม และช่วยยับยั้งผลต่อเนื่องในการแทรกตัว
การยึดเกาะพื้นผิวของเซลล์มะเร็งได้ ซึ่งปัจจุบันนี้อยู่ในระหว่างการพิจารณา
ผลิตเป็นอาหารเสริมให้กับผู้ป่วยมะเร็ง

ข้อควรระวัง. สำหรับผู้ที่ยีนบกพร่อง คือ มีอาการ เวียนหัว ตาลาย มีเสียงในหู
ปวดเมื่อยเอว ร้อนอุ้งเท้า ปากคอแห้ง ลิ้นแดง มีฝ้า ไม่ควรทาน ถ้าหากทาน
ลิ้นจี่มากจะทำให้เกิด “โรคลิ้นจี่” ซึ่งมีอาการหัวใจเต้นเร็ว แขนขาไม่มีแรง
มึนหัว หน้ามืดตาลาย เป็นต้น ถ้ามีอาการดังกล่าว ให้เอาเปลือกลิ้นจี่
ต้มทานก็จะทุเลาลง
Powered by MakeWebEasy.com